บทที่ 5 รองเท้าข้างเดียว
“ถ้าจะอ่านอีกรอบ เปลี่ยนคนอ่านไหมครับ”
จ่าเนศวางแก้วน้ำข้างแฟ้ม
ภูเมืองเพิ่งรู้ว่าตัวเองถือกระดาษแผ่นเดิมมานานเท่าไรแล้ว
“นายเห็นอะไรที่ฉันไม่เห็นหรือเปล่า”
“เห็นว่ากาแฟเย็นแล้วครับ”
เขาไม่ยิ้ม ภูเมืองจึงยอมวางกระดาษ
“ไปนอนก่อนก็ได้ ฉันรอรายงานรถอีกหน่อย”
“ผมรอด้วย เดี๋ยวรายงานมาท่านก็ลืมว่ามีคนช่วยอีก”
ภูเมืองเลื่อนแฟ้มไปให้ จ่าเนศรับแล้วเริ่มอ่านตั้งแต่หน้าแรก ไม่มีใครพูดกันอีกจนโทรศัพท์ดัง
สายจากดาบชัช
เจ้าของรถที่พบในกล้องติดต่อกลับมาแล้ว เขาบอกว่าให้คนรู้จักยืมไปตั้งแต่เมื่อวาน และยังไม่ได้รถคืน
ชื่อคนยืมคืออรพรรณ
ภูเมืองลุกขึ้นทันที
“มีรูปไหม”
“กำลังส่งครับ สารวัตรรอให้เจ้าของยืนยันก่อนนะครับ อย่าเพิ่งจับคู่จากชื่ออย่างเดียว”
เขานั่งลงช้า ๆ
“ได้ ฉันรอ”
เช้าวันถัดมา นวลละออพบพี่อิ่มกำลังแบ่งข้าวเหนียวใส่จาน
“มีหมูทอด แต่เหนียวนิดหนึ่งนะหมอ เมื่อเช้าพี่ทอดนานไป”
“ต้นข้าวว่าอย่างไรบ้างคะ”
“บอกอร่อย แล้วเอาไปให้หมาใต้ตึก”
นวลละออหัวเราะทั้งที่ยังง่วง พี่อิ่มส่งจานให้แล้วหันไปเปิดกระติกน้ำ
ธีรินเข้ามาพร้อมเอกสารใหม่ เขาเห็นจานในมือเธอจึงชะงัก
“พี่กินก่อนก็ได้ค่ะ รินรอได้”
“เรื่องอะไร”
“ตำรวจส่งข้อมูลคนที่อาจเป็นผู้ตายมาแล้วค่ะ ชื่ออรพรรณ เจ้าของรถยืนยันจากรูป แต่ยังต้องตรวจพิสูจน์บุคคลต่อ”
นวลละออวางจานบนโต๊ะ
หมอธวัชรับข้อมูลไว้แล้ว เขาให้ทบทวนภาพและบันทึกการตรวจก่อนหารือกับพนักงานสอบสวน นนท์เปิดภาพตามลำดับ
เธอหยุดดูเท้าของผู้ตายอีกครั้ง
รองเท้าที่มากับศพเป็นผ้าใบสีเข้มหนึ่งข้าง
ภาพรองเท้าที่ภูเมืองพบแสดงอีกข้างหนึ่ง รุ่น สี และขนาดตรงกัน แต่ยังต้องรอผลตรวจเปรียบเทียบ
นวลละออขอภาพฝ่าเท้าเพิ่ม
“เธอย้อนภาพก่อนหน้านี้ให้ฉันหน่อย นนท์”
เขาเลื่อนกลับโดยไม่ถาม จนเธอเห็นบริเวณที่ต้องการ
“ตรงนี้ค่ะอาจารย์”
หมอธวัชขยับเข้ามา เธอชี้รอยถลอกเล็ก ๆ ที่บันทึกไว้ตั้งแต่การตรวจครั้งแรก
“ถ้าข้างนี้ไม่มีรองเท้าตอนเดิน ต้องดูเส้นทางที่พบรองเท้าด้วยค่ะ”
“ส่งข้อสังเกตไปได้ แต่รอยนี้ยังบอกไม่ได้ว่าเดินตรงไหน”
“ค่ะ”
เธอดึงกระดาษมาจดคำถาม แทนการเขียนข้อสรุป
ภูเมืองรับโทรศัพท์ขณะยืนหน้าห้องประชุม
“ทางลงท่าน้ำเป็นพื้นแบบไหนคะ” นวลละออถาม
“ช่วงแรกคอนกรีตครับ ลงไปแล้วเป็นดินกับกรวด มีเศษขวดบางจุด”
“รองเท้าที่สารวัตรพบอยู่ตรงไหนของทาง”
เขาบอกตำแหน่งแล้วเปิดภาพที่ถ่ายไว้โดยเจ้าหน้าที่
“หมอสงสัยอะไรครับ”
“มีรอยถลอกที่เท้าข้างเดียวค่ะ ฉันอยากให้ตรวจเส้นทางโดยเผื่อว่าเธออาจเดินโดยไม่มีรองเท้าข้างนั้น แต่ยังบอกไม่ได้ว่าเกิดก่อนเสียชีวิตนานแค่ไหน”
ภูเมืองมองภาพรองเท้าบนพื้น
เมื่อคืนเขาคิดว่ามันหลุดตอนมีคนพาตัวเธอลงไป
แต่เธออาจเดินหนีขึ้นมา
“ผมจะให้ทีมดูย้อนขึ้นมาจากท่าน้ำด้วยครับ”
ก่อนวางสาย เขาถามเรื่องที่นึกขึ้นได้
“เช้านี้กินข้าวหรือยังครับ”
เธอมองจานที่พี่อิ่มยกมาวางข้างมือ
“กำลังจะกินค่ะ”
“ผมกวนอีกแล้ว”
“ฉันเป็นคนโทรหาสารวัตรเองค่ะ”
เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วขอบคุณ
เจ้าของรถมาถึงสถานีตำรวจพร้อมภรรยา เขาเป็นชายวัยห้าสิบกว่า นั่งบีบกุญแจสำรองระหว่างรอให้ปากคำ
อรพรรณทำบัญชีให้ร้านวัสดุก่อสร้างของเขาเป็นครั้งคราว รู้จักกันหลายปีและเคยยืมรถมาก่อน
“บอกว่าจะไปรับญาติครับ รถตัวเองเข้าอู่”
“รับที่ไหนครับ” พนักงานสอบสวนถาม
“ไม่ได้บอก ผมก็ไม่ได้ถาม”
ชายคนนั้นเงยหน้ามองภูเมือง
“ผมโทรหาเขาตั้งแต่เช้า ไม่รับเลย”
ภูเมืองปล่อยให้เพื่อนร่วมงานถามต่อจนจบ แล้วจึงขอทราบว่าตอนมารับรถ อรพรรณมากับใคร
“ผู้ชายคนหนึ่งครับ ขับมาส่ง ไม่ได้ลงจากรถ”
“เคยเห็นมาก่อนไหม”
“ไม่ครับ”
ภรรยาขยับตัว
“ฉันเห็นตอนเขาลดกระจกค่ะ มาซื้อของที่ร้านบ่อย แต่ไม่รู้ชื่อ”
เธอหันไปถามสามีว่าเก็บภาพกล้องหน้าร้านไว้นานแค่ไหน ภูเมืองรีบจดเวลาที่ทั้งคู่จำได้ ก่อนขอให้เจ้าหน้าที่ไปเก็บข้อมูล
ครั้งนี้มีคนขับรถพาอรพรรณมารับรถอีกคัน
จึงยังสรุปไม่ได้ว่าเธอเป็นคนขับในคืนเกิดเหตุ
ช่วงบ่าย ทีมตรวจพื้นที่ติดต่อกลับมา
เหนือจุดพบรองเท้าขึ้นไปมีทางแยกแคบซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ มันเชื่อมกับอาคารเก็บอุปกรณ์เก่าซึ่งมองไม่เห็นจากถนนหลัก
ดาบชัชส่งภาพประตูด้านข้างมา กลอนด้านนอกมีโซ่พันอยู่ แต่ไม่ได้คล้องล็อก
“ยังไม่ให้ใครเข้าไปเดินข้างในครับ รอเจ้าหน้าที่ตรวจ”
ภูเมืองขยายภาพ เห็นรองเท้าเจ้าหน้าที่อยู่ตรงมุมล่าง จึงกะได้ว่าช่องใต้ประตูกว้างเพียงใด
ข้างธรณีมีเศษผ้าสีเข้มติดอยู่กับเสี้ยนไม้
“มีอย่างอื่นไหม”
ดาบชัชเงียบไป ก่อนตอบเบาลง
“มีเสียงโทรศัพท์ดังจากข้างในครับ”
ภูเมืองลุกขึ้น จ่าเนศคว้ากุญแจรถตาม
“อย่าเพิ่งแตะอะไร บันทึกเสียงกับเวลาไว้ ฉันกำลังไป”
เขายังไม่ทันเก็บโทรศัพท์ ข้อความใหม่ก็ปรากฏ
ภาพจากบัญชีเดิม
ในภาพเป็นประตูไม้บานเดียวกับที่ดาบชัชเพิ่งส่งมา
ใต้ภาพมีคำถามสั้น ๆ
คราวนี้จะเปิดทันไหม
